วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ชะคราม


ชะคราม
ชื่อพฤกษศาสตร์: Suaeda maritima (L.) Dumort.
ชื่อพื้นเมือง: ชะคราม
ชื่อท้องถิ่น: ผักชักคราม
วงศ์ CHENOPODIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ล้มลุก หรือ ไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ 1 - 1.5 เมตร ราก มีรากงอกบริเวณข้อระดับต่ำ ลำต้น ลำต้นเดี่ยว ทรงพุ่มแผ่กระจาย แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น ลำต้นแก่มีผิวหยาบจากรอยแผล ที่เกิดจากใบที่ร่วงหล่นไปแล้ว เมื่อมีอายุมากขึ้นลำต้นจะมีเนื้อ ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับกันแน่น ไม่มีก้านใบ ใบรูปแถบยาว 1 - 3 เซนติเมตร ใบอวบน้ำ สีเขียว สำหรับต้นที่ขึ้นบริเวณแห้งแล้ง แดดจัดมีสีเขียวอมม่วง ดอกสมบูรณ์เพศ แบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอด ช่อดอก ยาว 3 - 10 เซนติเมตร แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ใบประดับที่อยู่ระดับต่ำมีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายใบ และมีขนาดเล็กลงไปที่ปลายช่อ ใบประดับย่อยที่ฐาน วงกลีบรวมมี 2 - 3 ใบ รูปขอบขนานมน โปร่งใส มีผลึกเกลือเกาะตามผิวและติดทน วงกลีบรวมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.1 - 0.2 เซนติเมตร สีเขียว หรือ สีเขียวอมม่วง ผล มีลักษณะกลมขนาดเล็กมาก เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.1 - 0.3 เซนติเมตร

ลักษณะเด่น ใบเดี่ยวมีขนาดเล็ก ดอก ผล ขนาดเล็กมาก

นิเวศวิทยา ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด หรือ พบทั่วไปบริเวณดินเค็มที่มีน้ำทะเลท่วมถึง หรือ มักพบในพื้นที่ราบโล่งที่เป็นดินเลน และดินที่มีความเค็มสูง ทนแล้ง และความเค็มได้ดีออกดอก - ผลตลอดปี

ประโยชน์ ต้นมีรสเค็มเย็นกินขับปัสสาวะ แก้หนองใน รักษารากผม แก้ผมพิการ

แคทะเล


แคทะเล
ชื่อพฤกษศาสตร์: Dolichandrone spathacea
(L.f.) K.Schum.
ชื่อพื้นเมือง: แคทะเล
ชื่อท้องถิ่น: แคป่า
วงศ์ BIGNONIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 4 - 10 เมตร ไม่ผลัดใบ ราก ระบบรากแก้ว หยั่งดินลึก ไม่พบทั้งรากหายใจและรากค้ำยัน ลำต้น ไม้เนื้อแข็ง ตั้งตรง แตกกิ่งก้านน้อย เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกเรียบ หรือ แตกเป็นร่องตื้นๆ มีช่องอากาศตามลำต้น สีเทา แต่ละส่วนเมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงตรงข้ามกัน ก้านใบ ยาว 10 - 30 เซนติเมตร ใบย่อย 2 – 4 คู่ ขนาดไม่เท่ากัน ใบรูปไข่ รูปใบหอกแกมรูปไข่ หรือ รูปใบหอกถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ขนาด 2.5 - 7 X 7 - 16 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมยาวคล้ายหาง ฐานใบเบี้ยว หรือแหลมถึงกลม ขอบใบเรียบ มีต่อมเรียงไปตามเส้นกลางใบทางด้านท้องใบ ก้านใบย่อย ยาว 0.4 - 1 เซนติเมตร ดอก สมบูรณ์เพศ แบบช่อกระจะ ช่อดอกสั้นออกตามปลายกิ่ง ยาว 3 -5 เซนติเมตร แต่ละช่อมี 3 - 7 ดอก ก้านดอกย่อยยาว 1.5 - 3.3 เซนติเมตร บานครั้งละหนึ่งดอก วงกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปแตร ยาว 12 - 17 เซนติเมตร ปากแตรแยกเป็น 5 แฉก แต่ละแฉกมีรอยยับย่น และหยักมนตามขอบ สีขาว มีกลิ่นหอม เกสรเพศผู้ 2 คู่ แต่ละคู่สั้น - ยาวไม่เท่ากัน เกสรเพศเมีย รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ก้านเกสรยาวพ้นระดับกลีบดอก ยอดเกสรแยกเป็น 2 แฉก มีเม็ดไข่จำนวนมาก ผล เป็นฝักเรียวยาว 2 - 3 X 30 - 60 เซนติเมตร บิดเป็นเกลียว เมื่อแห้งแตกออกเป็นสองซีก เมล็ดจำนวนมาก เมล็ดหนาแบนมีปีก รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 0.6 - 0.8 X 1.3 - 1.8 เซนติเมตร

ลักษณะเด่น ฝักเรียวยาวบิดเป็นเกลียว เมื่อแห้งแตกออกเป็นสองซีก เมล็ดจำนวนมาก เมล็ดหนามีปีกรูปสีเหลี่ยมผืนผ้า

นิเวศวิทยา แคทะเลขึ้นในป่าบริเวณน้ำกร่อย มีเขตการกระจายพันธุ์ ทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ของประเทศไทย ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี แต่จะออกมาก เดือน เมษายน – พฤษภาคมและติดผลเดือนกรกฎาคม - กันยายน

ประโยชน์ รากแก้ไข้ขับเสมหะ เลือดลม เปลือกแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ดอกแก้ไข้ เมล็ดแก้ปวดประสาท ใบแก้ไข้แก้คัน เป็นยาบ้วนปากรักษาแผล ดอก และยอด ใช้รับประทานเป็นผัก เนื้อไม้ ใช้ทำเครื่องเรือน และหีบใส่ของ

แสมดำ


แสมดำ
ชื่อพฤกษศาสตร์: Avicennia officinalis L.
ชื่อพื้นเมือง: แสมดำ
ชื่อท้องถิ่น: แสมขาว
วงศ์ AVICENNIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ สูง 8 - 25 เมตร ราก ระบบรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจคล้ายดินสอ ยาว 15 - 25 เซนติเมตร เหนือผิวดิน ลำต้น เรือนยอดเป็นพุ่มหนาแตกกิ่งระดับต่ำ ไม่มีพูพอน เปลือกเรียบ หรือ แตกเป็นร่องเล็กน้อย สีเทาถึงเทาอมน้ำตาล หรือ น้ำตาลอมเขียว ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ ขนาด 3 - 5 X 6 - 9 เซนติเมตร ฐานใบแหลม ปลายใบกลม ก้านใบยาว 0.7 - 1.1 เซนติเมตร ใบอ่อนมีขน ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ด้านท้องใบมีขนยาวนุ่ม สีเทาอมน้ำตาล ดอก สมบูรณ์เพศ ออกปลายกิ่ง หรือง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง เป็นช่อเชิงลดแน่น มี 7 - 10 ดอก ก้านช่อดอกยาว 2 - 6 เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้าน เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 - 1.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี 5 แฉก กลีบดอก 4 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสั้นๆ แต่ละกลีบ ยาว 0.4 - 0.7 เซนติเมตร สีเหลือง หรือ สีเหลืองส้ม เกสรเพศผู้ 4 อัน อยู่เหนือหลอดกลีบดอก เกสรเพศเมียมี 1 อัน ผล รูปหัวใจเบี้ยว แบน ขนาด 2 - 2.5 X 2.5 - 3 เซนติเมตร มีขนนุ่มปกคลุมหนาแน่น สีเหลืองอมน้ำตาล ผิวเปลือกอ่อนนุ่ม มีรอยย่น ปลายผลมีจะงอยสั้น ผลแก่เปลือกจะแตกด้านข้างตามยาวผล และม้วนเป็นหลอดกลม ผลสีเหลืองอมเขียว แต่ละผลมี 1 เมล็ด

ลักษณะเด่น ใบกว้างปลายใบกลม ท้องใบสีเทาอมน้ำตาล และผลกลมคล้ายรูปหัวใจ

นิเวศวิทยา มักขึ้นตามริมชายฝั่งแม่น้ำ ตามริมชายฝั่งทะเล ที่เป็นดินเหนียวค่อนข้างแข็ง ไม่พบว่าขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ พบน้อยกว่าแสมขาว และแสมทะเล ออกดอกประมาณเดือนมกราคม – พฤกษาคม

ประโยชน์ ก้านและใบเผาไฟรมควัน แก้พิษจากสัตว์น้ำทุกชนิด โดยเฉพาะปลาทะเลมีพิษทุกชนิด เปลือก เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้ปวดฟัน ตำพอกฝีแตก เปลือกให้สีน้ำตาลแกมแดง กระพี้เป็นยาแก้พิษงูได้ แก่น มีรสเค็มเฝื่อน ต้มน้ำแก้ลมในกระดูก แก้กระษัยโดยมากจะใช้คู่กับแก่นแสมสาน (ขี้เหล็กป่า) เป็นยาขับโลหิตเสียของสตรี หรือ ใช้ดื่มแก้ท้องร่วง ลำต้นเป็นเชื้อเพลิง ทำแผ่นหนาปูเป็นไม้พื้น ที่พักชั่วคราว ลำต้นตรงทำสากตำข้าว เสาโป๊ะ ด้ามคิวบิลเลียด เนื้อไม้อ่อนหยาบ เลื่อยไส ตบแต่งได้ง่าย เปลือกให้น้ำฝาดใช้ในการย้อมผ้า อวน แห

หมายเหตุ แสมดำปลายใบกลม ท้องใบสีเทาอมน้ำตาล ผลรูปหัวใจ ซึ่งแตกต่างจากแสมขาวที่มีปลายใบเรียวแหลมยาว ท้องใบสีเงิน มองระยะไกลเห็นเป็นสีขาวบรอนซ์ ผลยาว รูปพริกชี้ฟ้า ปลายผลมีจะงอยยาวค่อนข้างโค้ง ส่วนแสมทะเล ใบเรียบม้วนเข้าหากันคล้ายหลอดกลม
ผลกลมกว่าแสมดำ

แสมทะเล


แสมทะเล
ชื่อพฤกษศาสตร์: Avicennia marina Forssk.
ชื่อพื้นเมือง: แสมทะเล
ชื่อท้องถิ่น: แสมขาว
วงศ์ AVICENNIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก – ขนาดกลาง สูง 2 - 5 เมตร ราก ระบบรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจคล้ายดินสอ ยาว 10 - 20 เซนติเมตร เจริญออกมาจากรากแขนง ปลายรากตั้งตรงเหนือผิวดิน ลำต้น บางครั้งแตกกิ่งก้านสาขาคล้ายไม้พุ่ม ส่วนใหญ่จะมีสองลำต้น หรือ มากกว่า ไม่มีพูพอน เรือนยอดโปร่ง เขียว รอบๆโคนต้น เปลือกเรียบเป็นมัน ลำต้นสีขาวอมเทาเล็กน้อย หรือ ขาวอมชมพู ต้นที่อายุมากเปลือกจะหลุดออกเป็นเกล็ดบางๆ หรือ ลอกเป็นแผ่นคล้ายแผ่นกระดาษ และผิวของเปลือกใหม่จะมีสีเขียว ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรี หรือ รูปไข่แกมรี หรือ รูปใบหอกแกมรูปไข่ ขนาด 1.5 - 4 X 3 - 12 เซนติเมตร ฐานใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบม้วนเข้าหากันทางด้านท้องใบ มีลักษณะคล้ายหลอดกลม ปลายใบมนถึงแหลมเล็กน้อย ใบด้านบนสีเขียวเหลืองอ่อนเป็นมัน ด้านท้องใบขาวอมเทา หรือ ขาวนวลเมื่อแห้งเปลี่ยนเป็นสีดำ ก้านใบยาว 0.4 - 1.4 เซนติเมตร ดอก สมบูรณ์เพศ ช่อกระจุก ที่ปลายยอด หรือง่ามใบใกล้ๆปลายยอด ก้านช่อดอกยาว 1 - 5 เซนติเมตร แต่ละช่อมี 8 - 14 ดอก ช่อดอกย่อยเป็นช่อกระจุก ก้านดอกยาว 0.5 - 1.5 เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้าน ดอกมีขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดคงทน กลีบดอก 4 กลีบ รูปไข่กว้าง ประมาณ 0.3 เซนติเมตร โคนกลีบติดกันสีเหลืองแสด หรือ สีส้มอมเหลือง เกสรเพศผู้ 4 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน ผล รูปไข่กว้าง เบี้ยว หรือ เกือบกลม แบนด้านข้าง ปลายมนคล้ายรูปหัวใจ ขนาดเล็กกว่าผลแสมดำ ขนาด 1.5 - 2 X 1.5 - 2.5 เซนติเมตร เปลือกอ่อนนุ่ม สีเขียวอมเหลือง มีขนนุ่ม ปลายผลไม่มีจะงอย ผลแก่เปลือกจะแตกด้านข้างตามยาวผล และม้วนเป็นหลอดกลม แต่ละผลมี 1 เมล็ด

ลักษณะเด่น ใบ รูปไข่แกมรี ห่อม้วนกลับเข้าหากัน คล้ายหลอดกลม ผลกลมคล้ายรูปหัวใจ ดอกสีส้มเหลืองถึงแสด

นิเวศวิทยา ไม้เบิกนำที่ขึ้นได้ดี ในที่โล่งติดชายฝั่งทะเล หรือ พื้นที่ดินเลนงอกใหม่ ดินเลนปนทราย ออกดอก - ผลตลอดปี
ประโยชน์ แก่นมีรสเค็มกร่อยเฝื่อน แก้เลือดลม แก้ลมในกระดูก แก้กระษัยฟอกและขับโลหิตระดู ถ่ายระดูเน่าเสีย และแก้ปัสสาวะพิการ

แสมขาว


แสมขาว
ชื่อพฤกษศาสตร์:
Avicennia alba Blume
ชื่อพื้นเมือง: แสมขาว
ชื่อท้องถิ่น: แสมดำ
วงศ์ AVICENNIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ สูง 8 - 20 เมตร ราก ระบบรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจรูปคล้ายดินสอ ยาว 15 - 30 เซนติเมตร โผล่เหนือผิวดิน หนาแน่นบริเวณโคนต้น ลำต้น มีลำต้นหลักเพียงหนึ่งเห็นได้ชัดเจน เนื้อไม้แข็ง ไม่มีพูพอน ลำต้นแตกกิ่งระดับต่ำ เรือนยอดค่อนข้างกลม แผ่กว้าง หนาทึบ กิ่งห้อยลง เปลือกเรียบสีเทา ลำต้นที่มีอายุมากขึ้น มักจะมีสีสนิมเกิดจากเชื้อรา ติดตามกิ่งและผิวของลำต้น ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปหอกแกมรี หรือรูปใบหอกแกมขอบขนาน ขนาด 2 - 5 X 5 - 16 เซนติเมตร ฐานใบแหลม ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ก้านใบยาว 1 - 2 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านท้องใบมีขนยาวนุ่ม สีเทาอ่อน หรือ สีเทาเงินถึงสีขาวอมเหลือง ลักษณะของใบเมื่อมองจากระยะไกล จะเห็นเป็นใบละเอียดเล็กสีขาวบรอนซ์ ดอก สมบูรณ์เพศ เป็นช่อที่ปลายยอด หรือ ง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง เป็นช่อยาว 3 - 8 เซนติเมตร มีขนยาวนุ่ม สีน้ำตาล อมเหลืองหม่นปกคลุม ดอกมีขนาดเล็ก ดอกย่อยไม่มีก้านดอก เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 - 0.6 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ ยาว 0.2 - 0.3 เซนติเมตร โคนกลีบติดกัน สีเหลือง ส้ม เกสรเพศผู้ 4 อัน เกสรเพศเมียมี 1 อัน ผล รูปคล้ายพริกแกง พริกชี้ฟ้า หรือ รูปไข่ เบี้ยว แบนด้านข้าง ขนาด 1.5 - 2 X 2.5 - 4 เซนติเมตร ปลายผลมีจะงอยยาวค่อนข้างโค้งสีเขียวอ่อน มีขนยาวนุ่มสีเขียวอ่อนอมเทา ผลแก่เปลือกแตกด้านข้างตามยาวผล และม้วนเป็นหลอดกลม แต่ละผลมี 1 เมล็ด
ลักษณะเด่น ใบรูปหอกปลายแหลม ผลยาวคล้ายพริกแกง หรือ พริกชี้ฟ้า ลำต้นแก่สีค่อนข้างดำ

นิเวศวิทยา เป็นไม้เบิกนำที่ขึ้นได้ดี ในพื้นที่ดินเลนอ่อนปนทราย ที่ระบายน้ำดี ส่วนมากจะอยู่ในป่าชายเลนด้านนอกสุด ส่วนที่ติดกับทะเล มักขึ้นปะปนกับแสมทะเล บางครั้งพบมีซากเปลือกหอยผสมอยู่ เป็นไม้ที่ช่วยให้มีการตกตะกอน ทำให้เกิดแผ่นดินงอกใหม่ ออกดอก - ออกผลตลอดปี

ประโยชน์ ก้านและใบเผาไฟรมควัน แก้พิษจากสัตว์น้ำทุกชนิดโดยเฉพาะปลาทะเลมีพิษ เปลือก เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้ปวดฟัน ตำพอกฝีแตก กระพี้ เป็นยาแก้พิษงู แก่น มีรสเค็มเฝื่อน ต้มน้ำ แก้ลมในกระดูก แก้กระษัยโดยมากจะใช้คู่กับแก่นแสมสาน (ขี้เหล็กป่า) เป็นยาขับโลหิตเสียของสตรี หรือ ใช้ดื่มแก้ท้องร่วง ลำต้น เป็นเชื้อเพลิง ทำเป็นแผ่นหนา ปูเป็นไม้พื้น ที่พักชั่วคราว ลำต้นตรงทำสากตำข้าว เสาโป๊ะ ด้ามคิวบิลเลียด เนื้อไม้อ่อนหยาบเลื่อยไสตบแต่งง่าย

เบญจมาศน้ำเค็ม


เบญจมาศน้ำเค็ม
ชื่อพฤกษศาสตร์: Wedelia biflora (L.) DC.
ชื่อพื้นเมือง: เบญจมาศน้ำเค็ม
ชื่อท้องถิ่น: ผักคราดทะเล
วงศ์ ASTERACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ยาวประมาณ 1 - 5 เมตร ราก มีรากฝอยแตกออกตามข้อรอบ ลำต้นที่สัมผัสดินชื้น ลำต้น ไม้เนื้ออ่อน ลำต้นเล็กเรียว มีกิ่งมาก มักแผ่ทอดยอดคลุมพื้นดิน กิ่ง ใบ และช่อดอก มีขนสั้นสีขาว สากมือ ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปไข่แกมรูปขอบขนานถึงรูปหอก ขนาด 2 - 3.5 X 4.5 - 8 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม ฐานใบรูปลิ่ม ขอบใบหยักคล้าย ฟันเลื่อย ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน เส้นใบเด่นชัด 3 เส้นจากโคนใบ ก้านใบยาว 1 - 2 เซนติเมตร ดอก สมบูรณ์เพศ ช่อแบบกระจุกแน่น เบียดชิดกันแน่นคล้ายดอกเดี่ยว บนปลายก้านช่อตามง่ามใบ ใกล้ยอด และเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง ก้านช่อดอกยาว 1 - 7 เซนติเมตร ดอกเล็กมากเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 - 2 เซนติเมตร สีเหลือง ผล ผลแห้งรูปไข่กลับ ยาว 0.1 - 0.3 เซนติเมตร

ลักษณะเด่น ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ทอดยอดคลุมพื้นดิน ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน กลีบดอกสีเหลือง

นิเวศวิทยา มักขึ้นอยู่รวมกัน พบได้ทั่วไปตามพื้นที่ป่าชายเลนที่ชื้นแฉะอยู่เสมอ ออกดอกเดือนกรกฎาคม - กันยายน

ประโยชน์ ต้นต้มน้ำกินแก้ปวดหัว และเป็นไข้มาลาเรีย ใบ ใช้บดเป็นยาพอกที่ท้องหญิงคลอดบุตร รักษารอยปริตามผิวหนัง แก้หน้าท้องลาย และใช้พอกตามรอยด่าง แก้ผิวหนังด่าง แผลที่ถูกของมีคมบาด และแก้เส้นเลือดขอด น้ำที่คั้นจากใบนำมาผสมกับนมวัวดื่ม เป็นยาบำรุงหลังคลอดบุตร มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ ดอก เป็นยาถ่ายอย่างแรง ราก ต้มเป็นยาซับระดู ขับปัสสาวะ เป็นยารักษากามโรคชนิดหนองใน และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

ขลู่


ขลู่
ชื่อพฤกษศาสตร์: Pluchea indica ( L.) Less.
ชื่อพื้นเมือง: ขลู่
ชื่อท้องถิ่น: ขลู่น้ำเค็ม
วงศ์ ASTERACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1 - 1.5 เมตร ขึ้นอยู่รวมเป็นกอ ราก ระบบรากแก้วมีรากฝอยแตกออกมารอบๆ ยึดลำต้น ลำต้น พุ่มตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก มีขนเล็กละเอียดปกคลุมตามกิ่ง ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับ แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปช้อนแกมขอบขนาน ขนาด 1 - 2 X 2 - 4 เซนติเมตร ฐานใบสอบเรียว ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย มีขนปกคลุมเล็กน้อย ปลายใบมน หรือ กลม ก้านใบสั้นมาก ใบมีกลิ่นหอมฉุน ดอก สมบูรณ์เพศ เป็นช่อแบบกระจุกแน่น ออกดอกที่ปลายกิ่ง เป็นพุ่มคล้ายดอกสาบเสือ ก้านช่อดอกยาว 0.3 - 0.5 เซนติเมตร วงใบประดับรูประฆัง ฐานกลม ใบประดับเรียงตัวเป็นแถว กลีบดอกเป็นรูปเส้นด้าย ยาว ประมาณ 0.3 เซนติเมตร สีม่วงอ่อน มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ผล เป็นแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอก ขนาด 0.1 X 0.4 เซนติเมตร ผลเกลี้ยง

ลักษณะเด่น ไม้พุ่ม เป็นกอ ขนเล็กปกคลุมตามกิ่ง ดอกช่อแบบกระจุกแน่น คล้ายดอกสาบเสือ

นิเวศวิทยา มักขึ้นริมน้ำตอนบนของป่าชายเลน เป็นกลุ่มๆ ออกดอก – ผล ตลอดปี

ประโยชน์ ต้น ต้มดื่มแก้โรคปวดเอวปวดหลัง ใช้บำรุงยา ขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ แก้วัณโรคที่ต่อมน้ำเหลือง แก้โรคริดสีดวงทวาร เป็นยาช่วยย่อย เปลือกลำต้น ต้มน้ำเอาไอรมทวารหนัก และรับประทานแก้โรคริดสีดวงทวาร ใช้สับตากแห้งมวนบุหรี่ สูบดมแก้โพรงจมูกอักเสบ ไซนัส ริดสีดวงจมูก ใบ ต้มน้ำดื่มแทนน้ำชาเพื่อลดน้ำหนัก แก้ปวดเมื่อย ขับระดูขาว ตำพอกแผลแก้แผลอักเสบ และต้มน้ำอาบบำรุงประสาท ใบสดตำพอกบริเวณที่เป็นแผลแก้แผลอักเสบ ใบและราก แก้โรคบิด ขับเหงื่อ แก้แผลอักเสบ ราก สดตำพอกบริเวณแผล ใบอ่อน ใช้รับประทานเป็นผัก