วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ช้าเลือด


ช้าเลือด
ชื่อพฤกษศาสตร์: Premna obtusifolia R.Br.
ชื่อพื้นเมือง: ช้าเลือด
ชื่อท้องถิ่น: สามปะงา
วงศ์ VERBENACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย สูง 1 - 4 เมตร ราก ระบบรากแก้ว หยั่งยึดดิน ลำต้น แตกกิ่งมาก กิ่งอ่อนในระยะแรกๆ มีขนประปราย และจะหลุดร่วงไปเมื่อกิ่งแก่ขึ้น ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ๆ สลับทิศทางกัน แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรีถึงรีกว้าง ขนาด 4 - 9 X 6 - 13 เซนติเมตร ปลายใบทู่ ฐานใบมน หรือ ค่อนข้างสอบแคบ และมักเบี้ยวเล็กน้อย ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ท้องใบสีจางมีต่อมหลายต่อม มักมีเส้นใบ 3 เส้น จากจุดโคนใบเส้นใบ 2 - 3 คู่ เห็นได้ชัดทางด้านท้องใบ ก้านใบ ยาว 1.5 - 4 เซนติเมตร มีขนนุ่ม เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นเหม็น ดอก สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แบบช่อเชิงหลั่น ด้านบนดอกเสมอกัน ยาว 6 - 15 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่ม หรือ เกือบเกลี้ยง ก้านช่อดอกยาว 3 - 6 เซนติเมตร แต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก ดอกขนาดเล็ก ยาว 0.2 - 0.4 เซนติเมตร สีขาวอมเขียว ก้านดอกย่อยสั้นมาก กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วยเล็กๆ ที่ขอบแยกเป็นจักเล็กๆ 4 แฉก มีขนประปรายตามผิวด้านนอก กลีบดอกติดกันเป็นหลอดปลายผายกว้างออก มีขนตามผิวด้านใน เกสรเพศผู้ 4 อัน แยกเป็น 2 คู่ ติดอยู่ใกล้ๆปากหลอดด้านใน เกสรเพศเมียรังไข่เหนือวงกลีบ ผล เล็กกลม เมื่อสุกสีดำ ภายในมีเมล็ดแข็งหนึ่งเมล็ด

ลักษณะเด่น ใบเมื่อจับใบขยี้แล้วดมกลิ่นจะเหม็นมาก

นิเวศวิทยา ขึ้นตามที่โล่งและชายฝั่งทะเลทั่วๆไป

ประโยชน์ ใบต้มแก้เม็ดผดผื่นคัน

สำมะง่า


สำมะง่า
ชื่อพฤกษศาสตร์: Clerodendrum inerme (L.) Gaertneer
ชื่อพื้นเมือง: สำมะง่า
ชื่อท้องถิ่น: สำมะงา
วงศ์ VERBENACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 2 - 3 เมตร ราก ระบบรากแก้ว ลำต้น ทอดนอน แผ่กระจัดกระจาย มีขนนุ่มปกคลุมตามส่วนอ่อนๆทั้งหมด ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปหอก หรือ รูปรี ขนาด 1.5 - 4 X 3 - 8 เซนติเมตร ฐานใบแหลม ปลายใบแหลมหรือทู่ ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยง หรือ อาจมีขนประปราย ทางด้านท้องใบ เส้นใบ 6 - 8 คู่ ปลายเส้นเชื่อมกับเส้นถัดไป ก่อนถึงขอบใบ ก้านใบยาว 0.4 - 1 เซนติเมตร มีขนนุ่ม ดอก สมบูรณ์เพศ ออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง เป็นช่อกระจุก มี 3 ดอก ช่อดอกยาว 4 - 8 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาว 2 - 5 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยยาว 0.5 - 1 เซนติเมตร วงกลีบเลี้ยงรูประฆังยาว 0.3 - 0.4 เซนติเมตร ปลายเป็นแฉกตื้นๆ 5 แฉก หลอดกลีบดอกติดกันเป็นหลอดเล็กๆยาว 2 - 3 เซนติเมตร สีขาวอมชมพู กลีบดอก 5 กลีบ เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร สีขาว เกสรเพศผู้ มี 4 อัน อยู่เหนือหลอดกลีบดอก ก้านชูอับเรณูสีแดงอมม่วง ปลายเกสรและปลายหลอดท่อรังไข่ ยาวยื่นออกมาพ้นปากหลอดกลีบดอก เกสรเพศเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ ผล กลมหรือรูปไข่กลับ กว้าง 1.2 - 1.8 เซนติเมตร เมื่อแห้งจะมีร่องตามยาว 4 ร่อง ผิวเกลี้ยง มีกลีบเลี้ยง ติดอยู่ที่ขั้วผล ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีออกดำ เมล็ดแข็งมาก มี 1 - 4 เมล็ด

ลักษณะเด่น ดอกสีม่วงเกสรเพศผู้ยาวพ้นออกมา ปากหลอดกลีบดอก และผลมีลักษณะคล้าย รูปไข่

นิเวศวิทยา ส่วนมากขึ้นบริเวณที่ชื้นแฉะและตอนบนของป่าชายเลน ออกดอก - ผลเกือบตลอดปี

ประโยชน์ ใบสดต้มกับน้ำทำความสะอาดชะล้างบาดแผล ฆ่าพยาธิโรคผิวหนัง ใบแห้งบดเป็นผงโรยบริเวณที่เป็นแผลแก้เชื้อ ใบสดผสมเหล้าองุ่นต้มพออุ่นๆใช้ทา แก้รอยฟกช้ำหรือบวม รากแห้งต้มกับน้ำดื่มมีรสขม กลิ่นเหม็น แก้ไข้หวัด ตับอักเสบ ตับโตม้ามโตและแผลบวมจากการหกล้ม หรือถูกกระแทกได้

ลำแพน


ลำแพน
ชื่อพฤกษศาสตร์: Sonneratia ovata Backer
ชื่อพื้นเมือง: ลำแพน
ชื่อท้องถิ่น: ลำแพนทะเล
วงศ์ SONNERATIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย ไม้ต้นขนาดเล็ก - ขนาดกลาง สูง 4 - 12 เมตร ราก ระบบรากแก้วหยั่งลึกลงไปในดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจรูปคล้ายหมุด ยาว 15 - 30 เซนติเมตร เหนือผิวดิน ลำต้น ตั้งตรง มีเนื้อไม้ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามแผ่นใบรูปไข่กว้าง หรือ รูปเกือบกลม ขนาด 3 - 8 X 4 - 9 เซนติเมตร โคนใบไม่สอบแคบมักกลม ฐานใบกลม สีเขียวเข้ม ปลายใบกลมกว้าง ก้านใบยาว 0.3 - 1.5 เซนติเมตร ต้นที่มีอายุมาก ใบมักจะบิดเบี้ยวไม่สมมาตร ดอก สมบูรณ์เพศ ออกเดี่ยวๆ หรือ เป็นช่อกระจุก ช่อละ 3 ดอก ก้านดอกย่อยยาว1 - 2 เซนติเมตร บางครั้งไม่มีก้านดอกย่อย วงกลีบเลี้ยงรูปไข่กว้าง ยาว 2 - 3 เซนติเมตร หลอดกลีบเลี้ยงรูปถ้วย มีสันเด่นชัด กลีบเลี้ยงมี 6 กลีบ รูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ยาวกว่าหลอดเล็กน้อย สีเขียวและสีชมพูเรื่อๆที่โคนกลีบด้านใน ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้จำนวนมาก สีขาว เกสรเพศเมีย ก้านเกสรยาว มีรังไข่ใต้วงกลีบ ภายในมี 4 ห้องติดกัน มีเม็ดไข่มาก ผล เป็นผลมีเนื้อและมีหลายเมล็ด ผลกลม ด้านแนวนอนยาวกว่าแนวตั้ง ขนาด 3 - 4.5 X 2.5 - 3.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงติดแน่นกับผล เป็นรูปถ้วย หรือ รูปลูกข่าง มีสัน กลีบเลี้ยงงอหุ้มติดผล ท่อกลีบเลี้ยงยาว 0.5 - 1 เซนติเมตร แฉกชี้ขึ้น
ลักษณะเด่น กลีบเลี้ยงของผลจะหุ้มห่อผลตลอดเวลา ใบค่อนข้างกลมมีปลายแหลมเล็กน้อย

นิเวศวิทยา ขึ้นในพื้นที่ที่มีความเค็มน้อยกว่า 10 % และดินค่อนข้างเหนียว น้ำท่วมถึง ออกดอก - ผลตลอดปี ประโยชน์ ผลมีรสออกเปรี้ยว สามารถนำมารับประทาน แก้กระหายน้ำได้ ยอดและใบแก่ตำให้ละเอียดผสมน้ำฉีดพ่น ป้องกันยุงลาย
หมายเหตุ ลำแพน มีใบรูปไข่กว้างปลายใบมนกลม กลีบเลี้ยงติดแน่นกับผล ก้านชูอับเรณูสีขาว แตกต่างจากลำพู ใบรูปรีแกมขอบขนาน ก้านใบสีแดง กลีบเลี้ยงแฉกกว้างบานออก โคนกลีบเลี้ยงด้านในสีแดงอมชมพู ก้านชูอับเรณูโคนสีแดงปลายสีขาวชมพู

ลำพู


ลำพู
ชื่อพฤกษศาสตร์: Sonneratia caseolaris (L.) Engler
ชื่อพื้นเมือง: ลำพู
ชื่อท้องถิ่น: ลำพู
วงศ์ SONNERATIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย ไม้ต้นขนาดกลาง – ขนาดใหญ่ สูง 8 - 20 เมตร ราก ระบบรากแก้วหยั่งลึกลงไปในดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจรูปคล้ายกรวยคว่ำ ยาว 70 เซนติเมตร หรือยาวกว่า เส้นผ่านศูนย์กลางที่โคนราก 4 - 5 เซนติเมตร เรียวแหลมไปทางปลายราก ลำต้น ต้นตรงมีเนื้อไม้ ไม่ผลัดใบ กิ่งห้อยย้อยลง ต้นที่อายุน้อยเปลือกเรียบ แต่เมื่ออายุมากขึ้นเปลือกจะหยาบ แตกเป็นร่องลึกเป็นสะเก็ด ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรี รูปรีแกมขอบขนาน ขนาด 2 - 5 X 4 - 13 เซนติเมตร ฐานใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลมทู่ หรือ เรียวแหลมสั้น หรือ มนเป็นติ่งสั้น เส้นใบไม่เด่นชัด ก้านใบค่อนข้างแบน ยาว 0.2 - 0.4 เซนติเมตร สีแดงเรื่อๆ ดอก สมบูรณ์เพศ ดอกเดี่ยว ที่ปลายกิ่ง วงกลีบเลี้ยงเป็นหลอดตื้นๆรูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉกลึก 8 แฉก รูปใบหอกแกมรูปสามเหลี่ยม แฉกยาวกว่าหลอด โคนกลีบเลี้ยงด้านในสีแดงอมชมพู กลีบดอกรูปแถบ หรือ ขอบขนานแคบ ขนาด 0.1 - 0.2 X 1.5 - 2.5 เซนติเมตร สีแดงเข้ม อยู่ระหว่างกลีบเลี้ยง เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ก้านชูอับเรณูยาว 2.5 - 4 เซนติเมตร โคนก้านสีแดงปลายสีขาวชมพู ร่วงง่ายภายในวันเดียว เกสรเพศเมีย รังไข่ใต้วงกลีบ ภายในมี 4 ห้องติดกัน ก้านเกสรยาว มีเม็ดไข่มาก ผล เป็นผลมีเนื้อและมีเมล็ดขนาดเล็กหลายเมล็ดฝังอยู่ในเนื้อผล ผลรูปกลม ด้านแนวนอนยาวกว่าแนวตั้ง 4.5 - 7 X 2.5 - 3.5 เซนติเมตร สีเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงติดแน่นกับผลแบน ไม่มีสันแผ่แฉกกว้าง บานออกไม่หุ้มฐานของผล

ลักษณะเด่น ฐานกลีบดอกด้านในเป็นวงสีแดงเลือดนก มีจุดประขาวอยู่ในวงสีแดง โคนใบ หรือบริเวณกิ่งและก้านตรง ยอดอ่อนเป็นสีชมพู

นิเวศวิทยา ขึ้นในเขตป่าชายเลนที่น้ำกร่อยจนถึงน้ำค่อนข้างจืด หรือ มีช่วงระยะเวลาที่ระดับความเค็มของน้ำน้อยกว่า 10 % เป็นเวลานาน มักขึ้นเป็นกลุ่มตามริมชายฝั่งแม่น้ำที่เป็นดินเลนเหนียวและลึก ออกดอกเดือนสิงหาคม - ธันวาคม และออกผลเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์

ประโยชน์ ผลสุกมีกลิ่นหอมและนิ่มรับประทานได้ รากหายใจ นำไปทำจุกไม้ก๊อกปิดขวด ทำเป็นทุ่นลอยในการประมง

มะแว้งเครือ


มะแว้งเครือ
ชื่อพฤกษศาสตร์: Solanum trilobatum L.
ชื่อพื้นเมือง: มะแว้งเครือ
ชื่อท้องถิ่น: มะแว้ง
วงศ์ SOLANACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 1 - 2 เมตร ราก ระบบรากแก้ว ยึดลำต้น ลำต้น เล็ก สีเขียว มีหนามแหลมคมตลอดลำต้น ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปไข่ ขนาด 3 - 5 X 4 - 6 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าตื้นๆ 2 - 5 หยัก ผิวใบมีหนามเล็กๆตามเส้นกลางใบ สีเขียวด้านหลังใบ สีเข้มกว่าด้านท้องใบ ดอก เป็นช่อกระจุก ตามซอกใบ ช่อละ 2 - 6 ดอก ก้านช่อดอกยาว 2 - 4 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยยาว 0.5 - 1 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียว กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายกลีบแยกออกเป็น 5 แฉก สีม่วง เกสรเพศผู้ ติดบนหลอดกลีบดอก 5 อัน สีเหลืองสด เกสรเพศเมีย รังไข่เหนือวงกลีบ มีเม็ดไข่มาก ยอดเกสรเพศเมีย ยื่นยาวกว่า เกสรเพศผู้เล็กน้อย ผล ผลอ่อนสีเขียวขนาดเล็กกว่าผลมะเขือพวง มีลาย ผลแก่ หรือ สุกเป็นสีแดงสด ข้างในมีเมล็ดแบนๆจำนวนมาก ผลมีรสขม

ลักษณะเด่น กลีบดอกสีม่วง ผลสุกเป็นสีแดงสด

นิเวศวิทยา พบขึ้นตามที่ทิ้งร้างกลางแจ้ง ริมทางเรือกสวน การเกษตรทั่วไป ขึ้นได้ทั้งที่แห้งและ ที่เป็นดินชื้นแฉะหรือดินที่มีความเค็ม
ประโยชน์ รากใช้เป็นยาแก้ไอ ขับลม ขับปัสสาวะ ผลใช้ทั้งผลดิบและผลสุกเป็นยาขมเจริญอาหาร ขับเสมหะแก้ไอ ลดน้ำตาลในเส้นเลือด และเป็นน้ำกระสาย ยากวาด เป็นต้น

พุงดอ


พุงดอ
ชื่อพฤกษศาสตร์: Azima sarmentosa (Blume) Benth.
ชื่อพื้นเมือง : พุงดอ
ชื่อท้องถิ่น : หนามพุงดอ
วงศ์ SALVADORACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้พุ่ม สูง 1.5 – 2.5 เมตร ราก ระบบรากแก้ว ลำต้น แตกกิ่งก้านมากห้อยลู่ลงปลายกิ่งสัมผัสพื้นดิน มีหนามแหลมตามซอกใบ 2 อัน ยาว 0.5 - 1 เซนติเมตร ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี หรือ รูปไข่กลับ กว้าง 2 - 4 เซนติเมตร ยาว 4 - 8 เซนติเมตร เนื้อใบหนา สีเขียวสดและเป็นมัน ดอก ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายยอด ซอกใบ กลีบเลี้ยงรูประฆัง กลีบดอก 4 กลีบ สีเหลือง อับละอองเรณู 4 อัน ผล ผลมีเมล็ดแข็ง เมล็ดมี 1 เมล็ ใน 1 ผล เป็นรูปทรงกลม แข็ง

ลักษณะเด่น ใบรูปไข่กลับ มีหนามตามข้อใบ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน

นิเวศวิทยา พบตามริมน้ำ ที่ชื้นแฉะ แนวป่าชายทะเลทั่วไป

ประโยชน์ รากแก้บวม แก้ลม แก้พิษฝีตานซาง ดับพิษทั่วไป ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้ ร้อนใน แก้องคชาติที่บวมร้อนและอักเสบ ทำให้ยุบบวม แก้ลมตานซาง ใช้ฝนกับสุราทาแก้คางทูมเปลือกและต้น แก้พิษประดงผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย หนาม แก้ฝีประคำร้อย แก้พิษฝีต่างๆ แก้ไข้ ลดความร้อน แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ

โกงกางใบใหญ่


โกงกางใบใหญ่
ชื่อพฤกษศาสตร์: Rhizophora mucronata Poir.
ชื่อพื้นเมือง: โกงกางใบใหญ่
ชื่อท้องถิ่น: โกงกางนอก
วงศ์ RHIZOPHORACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดกลาง – ขนาดใหญ่ สูง 15 - 20 เมตร ราก ระบบรากแก้ว โคนต้นมี รากค้ำจุนหรือรากหายใจ ออกมาเหนือโคนต้น ยาว 2 - 7 เมตร เพื่อช่วยพยุงลำต้น รากที่โคนต้นหรือรากค้ำจุน ลำต้น แตกแขนงระเกะระกะ รากแตกจากโคนต้นและค่อยๆโค้งจรดดินไม่หักเป็นมุมฉากดังเช่นรากค้ำจุนของโกงกางใบเล็ก ลำต้น ตั้งตรง ไม้เนื้อแข็ง เรือนยอดรูปกรวยคว่ำแคบๆเปลือกหยาบ แตกเป็นร่องตื้นๆตามยาวและตามขวาง เป็นตารางทั่วไป เปลือกสีเทาคล้ำถึงดำ ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบคู่ล่างๆ จะหลุดร่วงไปเหลือกลุ่มใบที่ปลายกิ่ง ใบรูปรีถึงรีกว้าง อวบใหญ่ ขนาด 5 - 13 X 8 - 24 เซนติเมตร ปลายมนหรือแหลม มีติ่งแหลมเล็กและแข็ง โคนรูปลิ่ม เส้นกลางใบด้านล่างสีเขียว เส้นแขนงใบเห็นไม่ชัด แผ่นใบหนา มีจุดเล็กๆสีดำกระจัดกระจายทั่วไปทางด้านล่าง ก้านใบยาว 2.5 - 6 เซนติเมตร สีเขียว หูใบสีเขียวอมเหลือง สีของหลังใบจะมีสีเขียวอ่อน ท้องใบเป็นสีเหลือง ลักษณะเด่นมาก เมื่อมองระยะไกล ดอก สมบูรณ์เพศ ดอกช่อ ช่อดอกเกิดในกลุ่มเรือนใบ หรือ ออกตามง่ามใบที่ใบติดอยู่ หรือ ร่วงไปในเวลาต่อมา ก้านช่อดอกยาวกว่าก้านใบ ความยาว 3 - 7 เซนติเมตร แตกแขนงสั้นๆ มีดอกตั้งแต่ 2 - 12 ดอก ก้านดอกยาว 0.4 - 1 เซนติเมตร ดอกตูมรูปไข่ มีใบประดับรองรับที่ฐานดอก โคนใบประดับติดกัน ปลายแยกเป็น 2 แฉก กลีบเลี้ยง 4 กลีบ รูปไข่ หรือ รูปสามเหลี่ยม ขนาด 5 - 7 X 1.2 - 1.5 เซนติเมตร ปลายกลีบจะโค้งลงเกือบแนบก้านดอก กลีบดอก 4 กลีบ ร่วงง่ายรูปใบหอก ยาว 0.6 - 1 เซนติเมตร สีขาว หรือ เหลืองอ่อน ขอบกลีบมีขนหนาแน่น มีเกสรเพศผู้ 8 อัน ผล คล้ายรูปไข่ ยาวแคบลงทางส่วนปลายผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 - 3.5 เซนติเมตร ยาว 3 - 8 เซนติเมตร งอกเป็นฝักตั้งแต่อยู่บนต้น ผิวฝักหยาบ สีน้ำตาลอมเขียว ลำต้นใต้ใบเลี้ยงรูปทรงกระบอก เรียว ค่อนข้างตรง ยาว 30 - 80 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.4 - 1.9 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลมยาว ผิวเป็นมัน สีเขียว มีตุ่มขรุขระทั่วไป

ลักษณะเด่น รากโค้งจรดดิน ไม่หักเป็นมุมฉาก หลังใบสีเขียวอ่อน ท้องใบสีเหลือง ปลายใบเป็นติ่งแหลมเล็กและแข็งมาก ผิวเปลือกหยาบ ดอกออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว
นิเวศวิทยา ขึ้นในป่าชายเลนตามฝั่งทะเลทั่วไป เป็นกลุ่มเดียวล้วนๆ ชอบขึ้นในดินเลนค่อนข้างลึก บริเวณชายฝั่งแม่น้ำ หรือ ชายคลองด้านนอกที่มีน้ำทะเลท่วมถึงสม่ำเสมอเป็นเวลานาน หรือ ติดกับทะเลที่มีลักษณะดินเป็นสีดำและมีกลิ่นเหม็นคล้ายไข่เน่า ออกดอกเดือนกันยายน - ตุลาคม ฝักแก่เดือนมีนาคม - สิงหาคม

ประโยชน์
ใบชงน้ำดื่มแก้ไข้ ใบอ่อนบดหรือเคี้ยวให้ละเอียด พอกแผลสด ห้ามเลือดและป้องกันเชื้อโรค เปลือกลำต้นต้มกับน้ำดื่ม ห้ามโลหิต แก้อาเจียนเป็นโลหิต สมานแผล แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้บิดเรื้อรัง บำบัดเบาหวาน แก้แผลฟกช้ำ บวม น้ำเหลืองเสีย หรือตำพอกห้ามเลือด และบาดแผลสด หรือเผาใส่แผลสด รากอ่อน กินเป็นยาบำรุงกำลัง ผลอ่อน เคี้ยวพ่นใส่แผล แก้พิษปลาดุกทะเล ปลากระเบนทะเล
เปลือกลำต้นไม้โกงกางเป็นแหล่งผลิตแทนนินที่สำคัญ ใช้ในการฟอกหนัง ฟอกย้อมและเพิ่มความแข็งแรงของเชือกและแห อวนในการทำประมง ใช้ในการผลิตกาวในอุตสาหกรรมแผ่นชิ้นไม้อัด
ลำต้นใช้เผาทำถ่านเป็นไม้เชื้อเพลิงคุณภาพดี ใช้ทำกับดักปลา ก่อสร้าง

หมายเหตุ โกงกางใบใหญ่ รากหายใจไม่หักเป็นมุมฉาก มีใบขนาดใหญ่ ก้านใบสีเขียวอมเหลือง ออกดอกตั้งแต่ 2 – 12 ดอก ช่อดอกยาว หูใบสีเขียวอมเหลือง ผลคล้ายรูปไข่ปลายขอด ซึ่งแตกต่างจากโกงกางใบเล็ก รากหายใจ 1 – 2 ราก ที่หักเป็นมุมฉากลงดิน ใบเล็กกว่า หูใบ ก้านใบมีสีแดงเรื่อๆ ออกดอกเป็นคู่ ก้านดอกสั้น ผลรูปแพร์กลับ

โกงกางใบเล็ก


โกงกางใบเล็ก
ชื่อพฤกษศาสตร์: Rhizophora apiculata Blume
ชื่อพื้นเมือง: โกงกางใบเล็ก
ชื่อท้องถิ่น: โกงกาง
วงศ์ RHIZOPHORACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ สูง 8 - 15 เมตร ราก ระบบรากแก้ว บริเวณโคนลำต้น มีรากเสริมออกมาเหนือโคนต้น 1 - 3 เมตร รากที่โคนต้นหรือรากค้ำจุนลำต้น แตกแขนงระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ มีหนึ่งหรือสองราก ที่ทำมุมเกือบตั้งฉากกับลำต้นและหักเป็นมุมฉากลงดิน เพื่อช่วยพยุงลำต้นให้ตั้งตรง ลำต้น ตั้งตรงเนื้อไม้แข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 - 30 เซนติเมตร เรือนยอดรูปกรวยคว่ำแคบๆเปลือกสีเทาคล้ำหรือเทาอมชมพู แตกเป็นร่องตื้นๆ ตามยาวทั่วไป และอาจมีร่องสั้นๆแตกตามขวางคั่นระหว่างร่องยาวอย่างไม่เป็นระเบียบ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับทิศทางตั้งฉากใบคู่ล่างๆจะร่วงไปเหลืออยู่ 2 - 4 คู่ เป็นกลุ่มที่ปลายกิ่ง แผ่นใบรูปรีหรือรูปขอบขนานแกมรี กว้าง 4 - 8 เซนติเมตร ยาว 7 - 18 เซนติเมตร ปลายแหลมเรียวเล็กน้อย โคนใบรูปลิ่ม เส้นกลางใบด้านล่างสีแดงอมชมพู เส้นแขนงใบปรากฏรางๆ แผ่นใบหนา ก้านใบยาว 1.5 - 3.5 เซนติเมตร ก้านใบและหูใบมักมีสีแดงเรื่อๆ ท้องใบเป็นสีเขียวอมดำ ปลายใบเป็นติ่ง มองแต่ไกลเป็นสีดำขนาดใบเล็กกว่าโกงกางใบใหญ่ ดอก สมบูรณ์เพศ ช่อดอกอยู่ใต้เรือนใบ ช่อดอกสั้นมาก ออกดอกช่อละคู่ตามง่ามใบ ก้านช่อดอกสั้นกว่าก้านใบ ยาวประมาณ 0.6 - 2 เซนติเมตร ตรงปลายก้านช่อมีดอกที่ไม่มีก้านดอกย่อย หรือมีก้านสั้น 1 คู่ ดอกตูมรูปไข่ ยาว 1.2 - 1.6 เซนติเมตร ใบประดับที่ฐานดอกติดกันคล้ายรูปถ้วย กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบหนา ปลายแหลมต่อลงมาจนโค้งลงเกือบแนบก้านดอก กลีบดอก 4 กลีบ ร่วงง่ายรูปใบหอก ขนาดกว้าง 1 - 2 มิลลิเมตร ยาว 0.7 - 1.2 เซนติเมตร สีเหลืองอมเขียวหรือเหลืองอ่อน ขอบกลีบไม่มีขน เกสรเพศผู้ 12 อัน ก้านชูอับเรณูสั้นมากหรือไม่ปรากฏชัด ผล ผลรูปแพร์กลับ หรือ คล้ายรูปไข่กลับยาว 2 - 3 เซนติเมตร ผิวค่อนข้างขรุขระ สีน้ำตาลคล้ำ เมล็ดงอกได้ในขณะที่ผลยังติดอยู่กับต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยงรูปทรงกระบอก เรียวโค้งเล็กน้อย ยาว 20 - 40 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 - 1.2 เซนติเมตร ขนาดโตขึ้นที่ส่วนปลาย ผิวเป็นมัน เขียวหรือเขียวอมม่วง ค่อนข้างเรียบหรือมีตุ่มขรุขระกระจัดกระจาย เมื่อแก่เต็มที่ฝักจะหลุดเองได้
ลักษณะเด่น ดอกมีก้านดอกสั้นออกช่อละคู่ รากมีหนึ่งหรือสองรากทีทำมุมตั้งฉากกับลำต้นและหักเป็นมุมฉากลงดิน ใบมีขนาดเล็กและท้องใบมีสีเขียวเข้ม ลำต้นใต้ใบเลี้ยงโค้ง เปลือกเทาอมชมพู ก้านใบสีแดงอ่อนจนถึงกึ่งกลางเส้นใบ

นิเวศวิทยา ขึ้นในป่าชายเลนตามฝั่งทะเลทั่วไป ริมแม่น้ำ ชายคลอง ในบริเวณที่มีดินเลนค่อนข้างอ่อน ลึกและมีน้ำทะเลท่วมถึงสม่ำเสมอตลอดเวลา มักขึ้นเป็นหมู่อาจมีโกงกางใบใหญ่ขึ้นปะปนอยู่บ้าง ออกดอกในราวเดือนกันยายน - มกราคม

ประโยชน์
เปลือกใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาสมาน แก้ท้องร่วง คลื่นเหียน อาเจียน แก้บิดเรื้อรัง หรือตำให้ละเอียดพอกห้ามเลือดบาดแผลสดได้ดี ใบอ่อนนำมาบด หรือ เคี้ยวให้ละเอียดพอกแผลสดห้ามเลือดและป้องกันเชื้อโรคได้
ลำต้นใช้ก่อสร้างเผาถ่าน ฝักทำไวน์ เปลือกสกัดแทนนิน สีจากเปลือกใช้ย้อม แห อวน เชือก

โปรงแดง


โปรงแดง
ชื่อพฤกษศาสตร์: Ceriops tagal (Perr.) C.B.Rob.
ชื่อพื้นเมือง: โปรงแดง
ชื่อท้องถิ่น : ปุโรงแดง
วงศ์ RHIZOPHORACEA

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก - กลาง สูง 7 - 15 เมตร ราก ระบบรากแก้วหยั่งลึกลงไปในดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นค้ำจุนขนาดเล็ก และรากหายใจรูปคล้ายเข่า (ภาพที่ 4 C) อ้วนกลมยาว 12 - 20 เซนติเมตร เหนือผิวดิน สีน้ำตาลอมชมพู ลำต้น ต้นตั้งตรง เนื้อแข็งโคนต้นมีพูพอนเล็กน้อย เรือนยอดเป็นกลุ่มกลม สีเข้ม กิ่งสีเขียว มีช่องอากาศเล็กๆ เปลือกสีชมพูเรื่อๆ หรือ น้ำตาลอ่อน เรียบถึงแตกเป็นสะเก็ด ต้นแก่มีรอยแผลเป็นช่องอากาศเห็นชัดเจนสีน้ำตาลอ่อน ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับทิศทาง เป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง แผ่นใบชี้ไปที่ปลายกิ่ง รูปไข่กลับแกมขอบขนานถึงรูปไข่กลับ ขนาด 3 - 8 X 5 - 12 เซนติเมตร ฐานใบรูปลิ่ม ปลายใบ ป้านมน หรือ เว้าตื้นๆ ขอบใบมักเป็นคลื่น ก้านใบยาว 1.5 - 4 เซนติเมตร หูใบยาว 1 - 3 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ท้องใบสีซีด ดอก สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อกระจุกตามง่ามใบ แต่ละช่อมี 4 - 8 ดอก ก้านช่อดอกเรียวยาว 1 - 1.5 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยสั้น วงกลีบเลี้ยงยาว 0.5 - 0.7 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงหยักลึก 5 กลีบ รูปไข่ยาว 0.4 - 0.5 เซนติเมตร แผ่บานออก ปลายโค้งเข้าหาผล ใบประดับเชื่อมติดกันที่โคนหลอดกลีบเลี้ยง กลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนาน สีขาว ผล รูปแพร์กลับ ยาว 1 - 3 เซนติเมตร สีเขียวถึงสีน้ำตาลแกมเขียว เป็นผลแบบงอกตั้งแต่ติดอยู่บนต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยงหรือ “ฝัก” รูปทรงกระบอกขนาด 0.5 X 15 - 35 เซนติเมตร ปลายเล็กขยายใหญ่ไปทางส่วนโคน แล้วสอบแหลม มีสันแหลมตามยาว ผิวขรุขระ สีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ห้อยลงในแนวดิ่ง
ลักษณะเด่น ฝักเป็นเหลี่ยมสันนูน

นิเวศวิทยา ขึ้นอยู่ด้านในของป่าชายเลน ตามริมชายฝั่งแม่น้ำ ที่น้ำท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ และดินมีการระบายน้ำดี หรือ ขึ้นในป่าโปรงแดงล้วน ที่ดินเลนมีสภาพเป็นกรด ค่อนข้างเป็นที่ดอน ออกดอก - ผลเกือบตลอดปี

ประโยชน์ เปลือกตำให้ละเอียดฟอกแผล ห้ามเลือด ต้มกับน้ำชะล้างบาดแผล แก้ท้องร่วง
ลำต้นใช้ทำฟืน เผาถ่าน ทำที่อยู่อาศัย เครื่องมือประมง

พังกาหัวสุมดอกขาว


พังกาหัวสุมดอกขาว
ชื่อพฤกษศาสตร์: Bruguiera sexangula (Lour.) Poir.
ชื่อพื้นเมือง: พังกาหัวสุมดอกขาว
ชื่อท้องถิ่น : ประสักดอกขาว
วงศ์ RHIZOPHORACEA

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 20 - 30 เมตร ราก ระบบรากแก้วหยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นหายใจรูปคล้ายเข่า มีรากค้ำจุนขนาดเล็ก ลำต้น โคนต้นมีพูพอนสูง กิ่งอ่อนสีเขียว บางครั้งเหมือนถูกย้อมด้วยสีแดง ผิวเปลือกหยาบมีตุ่มขาว เป็นจุดประตลอด ลำต้น แตกเป็นร่องตามยาว ช่องอากาศขนาดใหญ่มีน้อยมีเฉพาะที่พูพอน เปลือกสีเทาเข้มถึง สีน้ำตาลอมเทา ใบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับทิศทาง แผ่นใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน แกมรูปรี ขนาด 3 - 6 X 8 - 16 เซนติเมตร ปลายใบและฐานใบแหลม เส้นใบ 7 - 11 คู่ ก้านใบยาว 1 - 5 เซนติเมตร หูใบยาว 4 - 10 เซนติเมตร สีเหลืองอ่อน หรือเ ขียว ดอก สมบูรณ์เพศ ออกเดี่ยวตามง่ามใบยาว 2 - 4 เซนติเมตร ก้านดอกยาว 0.6 - 1.5 เซนติเมตร สีเขียว กลีบเลี้ยง 10 - 12 กลีบ สีเหลืองอ่อน หรือ เขียวอมเหลือง หรือ เขียวอมชมพู หลอดกลีบเลี้ยงยาว 1 - 1.5 เซนติเมตร มีสัน กลีบดอกเป็นเหลี่ยม ยาว 1 - 1.5 เซนติเมตร สัมผัสรู้สึกสาก ขอบกลีบมีขนสีขาว ผล รูปคล้ายลูกข่างยาว 2 - 3 เซนติเมตร ผิวเรียบ เป็นผลแบบงอกตั้งแต่ยังติดอยู่บนต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยงหรือ”ฝัก”รูปซิการ์ ขนาด 1 - 1.5 X 5 - 10 เซนติเมตร มีเหลี่ยมเล็กน้อย โคนสอบทู่ สีเขียว
ลักษณะเด่น ทรงพุ่มของเรือนยอดเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกสีขาว ผลเป็นเหลี่ยม ผิวไม่เรียบ สัมผัสด้วยมือรู้สึกสาก

นิเวศวิทยา ขึ้นกระจายถัดเข้าไปจากแนวโกงกางใบเล็ก บนพื้นที่ดินค่อนข้างแข็ง เหนียว และ น้ำท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ หรือ เขตป่าชายเลนที่มีความเค็มของน้ำค่อนข้างต่ำ ออกดอก - ผลเกือบตลอดปี

ประโยชน์ ลำต้นใช้ทำฟืน เผาถ่าน ทำที่อยู่อาศัย เครื่องมือประมง เสาโป๊ะ หลักเลี้ยงหอยแมลงภู่

หมายเหตุ พังกาหัวสุมดอกขาว กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกสีขาว ฝักคล้ายรูปซิการ์ แตกต่างจากพังกาหัวสุมดอกแดงที่มีกลีบเลี้ยงสีแดงปนเขียว กลีบดอกสีแดงอมชมพู ฝักคล้ายรูปกระสวย

พังกาหัวสุมดอกแดง


พังกาหัวสุมดอกแดง
ชื่อพฤกษศาสตร์: Bruguiera gymnorrhiza (L.) Savigny
ชื่อพื้นเมือง: พังกาหัวสุมดอกแดง
ชื่อท้องถิ่น: ประสักดอกแดง
วงศ์ RHIZOPHORACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ สูง 25 - 35 เมตร ราก ระบบรากแก้วหยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจคล้ายเข่า ลำต้น ตั้งตรง เนื้อไม้แข็ง เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เป็นชั้นเหมือนฉัตร ทึบ โคนต้นเป็นเหลี่ยม ต้นใหญ่มีลักษณะเป็นพูพอนสูง มีช่องอากาศขนาดใหญ่อยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นหยาบ เปลือกเป็นเกล็ดหนา แตกเป็นร่องสม่ำเสมอตามยาวไม่เป็นระเบียบ สีน้ำตาลดำถึงดำแบบสีชอคโกแล็ต ใบ ใบเดี่ยว ลักษณะคล้ายโกงกาง ใบเล็ก แต่ไม่มีจุดดำที่ท้องใบ เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรี หรือ รูปไข่แกมรี ขนาด 4 - 9 X 8 - 20 เซนติเมตร ฐานใบมน ปลายใบแหลมสั้น ไม่มีติ่ง ผิวใบเรียบหนา คล้ายแผ่นหนัง ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบเขียวอมเหลือง มีเส้นใบ 8 - 10 คู่ เส้นกลางใบด้านล่างมีสีแดงเรื่อๆ ก้านใบกลมยาว 2 - 5 เซนติเมตร มีสีแดงเรื่อๆ หูใบแหลมยาวมักมียางขาว ดอก สมบูรณ์เพศ ดอกเดี่ยว ตามง่ามใบ สีแดง หรือ แดงอมชมพู ก้านดอกยาว 3 - 4 เซนติเมตร โค้งลงล่าง ดอกตูมรูปกระสวย ยาว 2.5 - 3.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงสีแดงปนเขียว โคนติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแคบๆ ถึงลึกลงครึ่งหนึ่ง มี 10 - 16 แฉก แต่ละแฉกมีขนาด 0.3 - 0.5 X 1.5 - 2 เซนติเมตร ท้องกลีบเลี้ยงส่วนบนที่ปลายมีสัน กลีบดอก 10 - 16 กลีบ รูปขอบขนาน ปลายกลีบเว้า หยักลึกลงเกือบถึงกลางกลีบ เป็น 2 แฉก ปลายแหลม มีขนสั้นๆปกคลุมและมีเส้นแข็งติดที่ปลาย 3 - 4 เส้น ยาว 0.1 เซนติเมตร สีขาว หรือ สีเหลืองอมเขียว เมื่อดอกบานจะมีลักษณะคล้ายสุ่ม ผล รูปลูกข่าง ยาว 2 - 3 เซนติเมตร ผิวเรียบ จะงอกตั้งแต่ผล ติดอยู่บนต้นเรียกว่า “ฝัก” หรือ ลำต้นใต้ใบเลี้ยง รูปกระสวย ขนาด 1.5 - 2 X 7 - 25 เซนติเมตร เป็นเหลี่ยม หรือมีสันเล็กน้อย สีเขียวเข้มแกมม่วง เมื่อแก่จัดมีสีม่วงดำ

ลักษณะเด่น ทรงพุ่มเป็นชั้นเหมือนฉัตร ดอกสีแดง สัมผัสผิวราบเรียบไม่สะดุดมือ ฝัก หรือ ผลคล้ายรูปบุหรี่ซิการ์ ใบคล้ายโกงกางใบเล็ก แต่ไม่มีจุดดำที่ท้องใบ

นิเวศวิทยา พบขึ้นทั่วไปในป่าชายเลน ในบริเวณดินเลนแข็ง หรือ ดินค่อนข้างแข็งและเหนียวและน้ำทะเลท่วมถึงบางครั้งบางคราว ออกดอก - ผลเกือบตลอดปี

ประโยชน์ เป็นยาฝาดสมานแก้ท้องเสียและมาลาเรีย ใช้กินกับหมากในบางครั้งและใช้หยอดตา
ลำต้นเนื้อไม้ค่อนข้างแข็งนำไปใช้เป็นเสา เสาเรือน แพ คันเบ็ด เสาโทรเลข ทำฟืน เผาถ่าน สร้างที่อยู่อาศัย ทำเครื่องมือประมง เสาไม้ที่มีอายุประมาณ 10 ปี เพราะทนทานต่อการทำลายของปลวกและเพรียงน้ำจืด
ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษแต่กระดาษคุณภาพต่ำ ทำกาว เปลือก ให้น้ำฝาด ให้สีย้อมผ้า ย้อมอวนชนิดหนา และย้อมหนังได้อย่างดี
ฝักเชื่อมรับประทานเป็นของหวาน คล้ายสาเกเชื่อม

ถั่วขาว


ถั่วขาว
ชื่อพฤกษศาสตร์: Bruguiera cylindrica (L.) Bume.
ชื่อพื้นเมือง: ถั่วขาว
ชื่อท้องถิ่น: ต้นรุ่ย, ต้นคลัก
วงศ์ RHIZOPHORACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย ไม้ต้นขนาดเล็ก – ขนาดกลาง สูง 5 - 10 เมตร ราก ระบบรากแก้ว หยั่งลึกลงดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจรูปคล้ายเข่า ยาว 10 - 15 เซนติเมตร โผล่เหนือผิวดิน ลำต้น ตั้งตรง มีเนื้อไม้ โคนต้นมีพูพอนน้อยแต่แผ่ออกกว้างคล้ายปีก สำหรับ ช่วยพยุงลำต้น ลำต้นกลม เรือนยอดแน่นทึบรูปปิระมิด เปลือก เรียบถึงหยาบเล็กน้อย มีตุ่มขาวขนาดเล็กตลอดลำต้น สีเทา หรือ สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียว ใบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับทิศทาง แผ่นใบรูปรี ขนาด 3 - 8 X 7 - 19 เซนติเมตร ฐานใบรูปลิ่ม ปลายใบแหลมขอบใบม้วนลง เส้นกลางใบสีเขียว เส้นใบเว้าลงมองเห็นได้ชัดเจน เส้นใบ 7 คู่ ก้านใบตรง ยาว 1.5 - 4 เซนติเมตร ผิวใบด้านบน สีเขียวเข้มท้องใบสีจางกว่า เกลี้ยงทั้งสองด้าน ดอก สมบูรณ์เพศ เป็นกระจุกที่ง่ามใบ ช่อละ 3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 0.6 - 0.9 เซนติเมตร วงกลีบเลี้ยงรูประฆัง โคนกลีบติดกันเป็นหลอด ขนาด 0.2 - 0.3 X 0.4 - 0.6 เซนติเมตร ผิวเรียบสีเขียว ปลายแยกเป็น 8 แฉก กลีบเลี้ยงยาวเท่าหลอด ปลายกลีบโค้งกลับ กลีบดอก 8 กลีบ สีขาวรูปขอบขนาน ยาว 0.3 - 0.4 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 แฉก ขอบกลีบมีขนสีขาว ปลายกลีบมีขนแข็งสีน้ำตาล 2 - 3 เส้น ยาวประมาณ 0.1 เซนติเมตร เกสรเพศผู้มีจำนวน สองเท่าของกลีบ ติดอยู่บนขอบของ กลีบเลี้ยง ก้านเกสร สั้นมาก เกสรเพศเมียรังไข่ใต้วงกลีบ ภายในมี 2 - 5 ห้องติดกัน มีเม็ดไข่ห้องละ 2 เม็ด ยอดเกสรมีสภาพคงทน ผล เป็นผลแบบงอกตั้งแต่ติดอยู่บนต้น ผลสีเขียว ยาว 1 - 1.4 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงหุ้มผลรูปดาว กลีบโค้งกลับงอขึ้นไม่หุ้มผล ลำต้นใต้ใบเลี้ยงหรือ”ฝัก” รูปทรงกระบอกเรียวโค้ง ขนาด 0.4 - 0.6 X 7 - 14 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียวและเมื่อฝักแก่เต็มที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วง มีร่องตามความยาวของฝัก

ลักษณะเด่น หนึ่งช่อดอกมีเพียง 3 ดอกเท่านั้น และผลมีกลีบเลี้ยงงอขึ้น

นิเวศวิทยา ขึ้นในที่ดินเลนตื้น เหนียวและแข็ง ตามริมชายฝั่ง หรือ พื้นที่ที่ถูกเปิดโล่ง หรือ เขตน้ำกร่อยที่มีดินเลนค่อนข้างแข็ง ออกดอก - ผลเกือบตลอดปี
ประโยชน์ ฝักรับประทานได้ ลำต้นใช้ทำฟืน ทำเสาเข็ม เผาถ่าน เครื่องมือจับปลา ทำหลักเลี้ยงหอยแมลงภู่

จิกทะเล


จิกทะเล
ชื่อพฤกษศาสตร์: Barringtonia asiatica (L.) Kurz
ชื่อพื้นเมือง: จิกทะเล
ชื่อท้องถิ่น: จิกทะเล
วงศ์ LECYTHIDACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 8 - 15 เมตร ราก ระบบรากแก้ว ไม่พบทั้งรากหายใจและ รากค้ำจุน ลำต้น ตั้งตรง ไม้เนื้อแข็ง แตกกิ่งระดับต่ำ เรือนยอดแน่นทึบ เปลือกหยาบสีเทาเข้ม ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนรอบกิ่ง หนาแน่นที่ ปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ ขนาด 10 - 25 X 25 - 40 เซนติเมตร ฐานใบแหลม หรือ รูปติ่งหู ปลายใบกลม หรือแหลมกว้าง แผ่นใบนุ่มก้านใบอ้วนสั้น ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ใบเกลี้ยงทั้งหน้าและหลังใบ ดอก แบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกสั้น ตั้งตรง ดอกใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 7 - 10 เซนติเมตร ใบประดับรูปไข่ไม่มีก้าน ก้านดอกย่อยยาว 4 - 5 เซนติเมตร หลอดกลีบเลี้ยงเปิดออกเป็นสองแฉก ขนาดไม่เท่ากัน ดอกตูมมีสีขาวคล้ายดอกยี่หุบ กลีบดอก 4 กลีบ สีขาวไม่ติดกันรูปรีโค้งออก เกสรเพศผู้จำนวนมากสีแดงและขาว เกสรเพศเมียรังไข่ใต้วงกลีบ ห้องในรังไข่ตั้งแต่ 1 ห้อง มีเม็ดไข่มาก บานตอนกลางคืน โรยตอนกลางวัน ผล มีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร รูปปิระมิด - สี่เหลี่ยม เห็นเป็นเหลี่ยมชัดเจน ปลายมนป้าน เปลือกเป็นเส้นใย หนาคล้ายเปลือกมะพร้าวลอยน้ำได้ ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีน้ำตาล ผลแก่ไม่แตก มี 1 เมล็ด

ลักษณะเด่น เมื่อเป็นดอกตูมสีขาวคล้ายดอกยี่หุบ เมื่อบานจะเห็นเกสรด้านในชัดเจน ผลเป็นเหลี่ยม คล้ายลูกดิ่ง ปลายแหลมเล็กน้อย

นิเวศวิทยา เป็นพันธุ์ไม้ที่พบได้ริมชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทราย, โขดหิน หรือ ที่มีดินเลนและขึ้นได้ดีในที่มีดินเลนแข็ง ออกดอก - ผลระหว่างเดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน

ประโยชน์ เปลือกต้มทำเป็นยาทาภายนอก แก้ปวดข้อ รากฝนผสมกับน้ำมะนาว ใช้ปิดปากแผลที่ถูกงูกัด แก้พิษงู ผลชงน้ำดื่ม แก้ไอ แก้หืด แก้ท้องเสีย เมล็ดทุบให้แตก ชงน้ำดื่มแก้จุกเสียด บีบให้น้ำมัน ใช้เป็นเชื้อไฟให้ความสว่าง เปลือกของเมล็ด ทุบให้แตกตีกับน้ำใส่บ่อใช้เบื่อปลา

ตะบูนดำ


ตะบูนดำ
ชื่อพฤกษศาสตร์: Xylocarpus moluccensis
(Lam.) M.Roem.
ชื่อพื้นเมือง: ตะบูนดำ
ชื่อท้องถิ่น: ตะบัน
วงศ์ MELIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 10 - 15 เมตร ไม้ผลัดใบ ราก ระบบรากแก้ว หยั่งลึกลงไปในดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจรูปคล้ายกรวยคว่ำ กลม หรือ แบน ปลายมน ยาว 20 - 40 เซนติเมตร โผล่ขึ้นจากผิวดินรอบโคนต้น ลำต้น เปลาตรง เนื้อไม้แข็ง โคนต้นมีพูพอนเล็กน้อย เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกขรุขระแตกเป็นร่องตามยาว ต้นแก่เปลือกสามารถลอกเป็นแถบแคบๆ เปลือกหนาสีน้ำตาลเข้ม หรือ แดงดำ เนื้อไม้สีน้ำตาล ใบ ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายใบคู่ ไม่มีใบยอด เรียงสลับ ใบย่อย 1 - 3 คู่ เรียงตรงข้าม แผ่นใบรี รูปใบพาย หรือ รูปขอบขนานแกมรี ขนาด 2 - 4 X 5 - 7 เซนติเมตร โคนใบกลมมน ปลายใบมน ฐานใบแหลม ผิวใบเป็นมัน สีเขียวเข้ม และเปลี่ยนเป็นสีส้มอมเหลืองทั้งต้นก่อนร่วง ดอก ออกตามง่ามใบ แบบช่อแยกแขนง ช่อดอกยาว 7 - 17 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอกจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 4 กลีบ แต่ละกลีบยาว 1 - 1.5 เซนติเมตร กลีบดอก 4 กลีบไม่ติดกัน รูปขอบขนาน ยาว 0.4 - 0.8 เซนติเมตร สีขาวครีม เกสรเพศผู้ 8 อัน กลิ่นหอมเวลาเย็นถึงค่ำ ผล ค่อนข้างกลมผิวเรียบมีร่องเล็กน้อย สีเขียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 - 6 เซนติเมตร แต่ละผลมี 4 พู มี 7 - 11 เมล็ด ลักษณะโค้งนูนหนึ่งด้าน กว้าง 4 - 6 เซนติเมตร

ลักษณะเด่น มีรากหายใจกลมบ้าง แบนบ้าง แล้วแต่สภาพของดินเลน โคนต้นมีพูพอน ต้นเล็ก สภาพลำต้นจะแตกต่างไปบ้างคือ เปลือกเรียบ สีออกดำแดง มีร่องสีขาวเป็นทางยาวตามลำต้น และเป็นไม้ผลัดใบชนิดหนึ่งของป่าชายเลน ( ผลัดใบช่วงเดือน พ.ย. - ธ.ค. )

นิเวศวิทยา ขึ้นกระจายในบริเวณที่เป็นดินเลนค่อนข้างแข็ง ออกดอกพร้อมๆกับแตกใบใหม่ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ผลแก่ประมาณเดือนสิงหาคม - ตุลาคม
ประโยชน์
เปลือกไม้มีรสฝาดใช้แก้อาการท้องเสีย อาการอักเสบในลำไส้ อาการผิดปกติใน ช่องท้อง ใช้เป็นยาลดไข้ เปลือกและผลนำมาต้มกับน้ำใช้ล้างทำความสะอาดบาดแผลได้ดี หรือต้มน้ำดื่มรักษาแผลภายใน ต้มแล้วตำให้ละเอียด พอกแผลสด แผลบวม พกช้ำ เป็นหนอง
ผลต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสีย บิด อหิวาต์ ผลแห้งตากแห้งเผาไฟร่วมกับเห็ดพังกาและน้ำมันมะพร้าว ทาแก้มะเร็งผิวหนัง เมล็ดรับประทานแก้ท้องร่วง
เนื้อไม้มีสีและลวดลายสวยงาม ใช้ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์และก่อสร้างได้ เปลือกไม้ใช้ในการฟอกหนังสำหรับใช้เป็นพื้นรองเท้า (heavy leather) ใช้ย้อมแห อวน บางครั้งใช้ย้อมสีเสื้อเป็น สีน้ำตาล ทำดินสอ

หมายเหตุ ตะบูนดำ ไม้ผลัดใบ รากหายใจรูปกรวยคว่ำ ปลายใบมนหนาเป็นมัน ผลค่อนข้างกลมมีร่องสีเขียว ส่วนตะบูนขาว ไม่ผลัดใบ รากหายใจแบนคล้ายแผ่นกระดาน ผลสีน้ำตาลแดงคล้ายผลทับทิม

ตะบูนขาว


ตะบูนขาว
ชื่อพฤกษศาสตร์: Xylocarpus granatum Koenig
ชื่อพื้นเมือง: ตะบูนขาว
ชื่อท้องถิ่น: กะบูน
วงศ์ MELIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดกลาง - ขนาดใหญ่ สูง 8 - 15 เมตร เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ราก ระบบรากแก้ว หยั่งลึกลงไปในดิน มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจ หรือ รากค้ำจุน ลักษณะแบนคล้ายแผ่นกระดานบ้าง กลมบ้าง ทอดตัวในแนวรัศมีรอบลำต้น ลำต้น ลำต้นสั้น ตรง เนื้อไม้แข็ง แตกกิ่งใกล้โคนต้น มีพูพอนแผ่ออกคดเคี้ยว ต่อเนื่องกับรากหายใจ เปลือกเรียบบาง สีเหลืองแกมเขียวอ่อน หรือ สีน้ำตาลอ่อนมีสีขาวปะปนลักษณะคล้ายเปลือกต้นฝรั่ง หรือ ต้นตะแบก เปลือกหลุดออกเป็นแผ่นรูปทรงไม่แน่นอน ใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายใบคู่ หรือ รูปใบพายปลายมน ชั้นเดียว ไม่มีใบยอด เรียงสลับ ใบย่อยมีก้านเห็นชัดไม่เบี้ยวมี 1 - 2 คู่ เรียงตรงข้าม หรือ เยื้องกันเล็กน้อย แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ขนาด 2 - 5 X 7 - 14 เซนติเมตร แผ่นใบสมมาตรกัน ปลายใบมักจะทู่ หรือ กลม ฐานใบรูปลิ่ม ใบหนามัน ดอก ไม่สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ตามปลายกิ่ง ช่อดอกแบบ ช่อแยกแขนง ยาว 3 - 6 เซนติเมตร แต่ละช่อมี 8 - 20 ดอก เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 - 1.2 เซนติเมตร ก้านดอกย่อย ยาว 0.4 - 1 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 4 กลีบ ยาวประมาณ 0.2 เซนติเมตร กลีบดอก 4 กลีบ ไม่ติดกัน มีสีขาวครีม เกสรเพศผู้ 8 อัน ดอกมีกลิ่นหอมเย็นเวลาบ่ายถึงกลางคืน ผล ลักษณะกลมแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 - 15 เซนติเมตร แบ่งเป็น 4 พู เท่าๆกัน แต่ละผล มี 4 - 17 เมล็ด ลักษณะโค้งนูนหนึ่งด้าน กว้าง 6 - 10 เซนติเมตร ผลแก่ หรือ สุกสีน้ำตาลแดงคล้ายผลทับทิม หรือ ผลส้ม

ลักษณะเด่น ลำต้น ผล และราก เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน ผลกลมคล้ายผลทับทิม เปลือกเรียบมีสีน้ำตาล

นิเวศวิทยา มักขึ้นปะปนกับพันธุ์ไม้ป่าชายเลนบางชนิด เช่น พังกาหัวสุมดอกขาว ถั่วดำ ตาตุ่มทะเล และโกงกางใบเล็ก ขึ้นได้ดีในน้ำกร่อย ดินเลนแข็ง น้ำท่วมถึงเล็กน้อย สภาพดินเป็นกรด หรือดินโคลนปนทราย พบบ้างเล็กน้อยในบริเวณน้ำจืด ออกดอก - ผลตลอดปี

ประโยชน์
เปลือกไม้จะมีรสฝาดใช้แก้อาการท้องเสีย อาการอักเสบในลำไส้ อาการผิดปกติใน ช่องท้อง ใช้เป็นยาลดไข้ รักษาแผลภายใน หรือ ต้มตำให้ละเอียด พอกแผลสดเป็นหนอง แผลบวม ฟอกช้ำ
เปลือก และผลนำมาต้มกับน้ำใช้ล้างทำความสะอาดบาดแผลได้ดี
ผล นำไปต้มใช้ดื่มแก้ท้องเสีย ป่วงลม หรือ ตากแห้งแล้วเผาไฟ ผสมเห็ดพังกาเผากับน้ำมะพร้าว เป็นยาทาแก้มะเร็งผิวหนัง หรือ ผสมเปลือกพังกา จะทำให้แผลมะเร็งยุบตัวเร็ว
เมล็ดรับประทานแก้ท้องร่วง
เปลือก หรือ เมล็ด 1 - 2 เมล็ด ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว แบ่งรับประทาน 4 ครั้ง ใช้ฝาดสมานแก้ท้องเสีย แก้บิด
เนื้อไม้ตะบูนขาวมีสีและลวดลายสวยงาม ใช้ตกแต่งทำเฟอร์นิเจอร์ได้ดี
เปลือกไม้ใช้ในการฟอกหนัง สำหรับใช้เป็นพื้นรองเท้า (heavy leather) ใช้ย้อมแห อวน บางครั้งใช้ย้อมสีเสื้อเป็นสีน้ำตาล ทำดินสอ

โพทะเล


โพทะเล
ชื่อพฤกษศาสตร์: Thespesia populnea
(L.) Soland. ex Corr.
ชื่อพื้นเมือง: โพทะเล
ชื่อท้องถิ่น: โพทะเล
วงศ์ MALVACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก - ขนาดกลาง สูง 3 -10 เมตรราก ระบบรากแก้ว ไม่พบทั้งรากหายใจและรากค้ำจุน ลำต้น ลำต้นโค้ง แตกกิ่งในระดับต่ำ เรือนยอดแผ่กว้าง ค่อนข้างหนาทึบ เปลือกเรียบ หรือ ขรุขระมีรอยแตกตามยาวเป็นร่อง สีเทาอ่อน ใบ ใบเดี่ยวเหมือนใบโพธิ์บกแต่เล็กกว่า ใบเรียงออกสลับ รูปคล้ายหัวใจ กลม ขนาด 5 - 7 X 8 - 12 เซนติเมตร ฐานใบกว้างลึก ปลายใบกว้างแหลมถึงเรียวแหลม มีเส้นใบออกจากโคนใบ 5 - 7 เส้น ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน มีสีเขียวเข้ม ทั้งหน้าใบและหลังใบ ก้านใบยาว 5 - 9 เซนติเมตร มีใบประดับย่อยเล็กเรียว 5 อัน ดอก ออกตามง่ามใบ ดอกใหญ่ ดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ก้านดอกสั้นกว่าก้านใบ ยาว 2.5 - 8 เซนติเมตร ก้านดอกร่วงง่าย วงกลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายเรียบ หรือ จักเป็นซี่ฟัน 5 ซี่ ไม่มีแฉก เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 - 1.5 เซนติเมตร ไม่ร่วงหลุด กลีบดอกบิดเวียน รูปไข่ คล้ายดอกปอทะเล ขนาด 3 - 4 X 5 - 7.5 เซนติเมตร สีเหลืองอ่อน โคนกลีบติดกันรูประฆัง มีจุดสีม่วงแดงแต้ม มีต่อมน้ำหวาน ที่โคนกลีบดอกด้านใน ดอกบานเต็มที่ภายในหนึ่งวัน แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูแกมม่วงอ่อน เหี่ยวบนต้นก่อนร่วง เกสรเพศผู้ติดกันเป็นหลอด ท่อเกสรเพศผู้ปลายจัก มีอับเรณูจำนวนมากติดทั่วหลอด รังไข่อยู่เหนือวงกลีบมี 4 - 5 ช่อง อยู่ในหลอดเกสรเพศเมียรูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 8 - 10 มิลลิเมตร ก้านเกสรเพศเมียยาว ประมาณ 4 เซนติเมตร ยอดเกสรตัวเมียติดกันคล้ายกระบอง ผล ผลแก่ไม่แตก ผลแห้งแตกไม่มีทิศทาง ค่อนข้างกลม เล็กกว่าลูกปิงปองเล็กน้อย สีเทาดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 - 3 เซนติเมตร เปลือกแข็ง มีวงกลีบเลี้ยงรูปคล้ายจานอยู่ที่ขั้วผล ผลแก่แห้งติดอยู่บนต้น ไม่ร่วงหล่น หนึ่งผลมีเมล็ดประมาณ 7 - 19 เมล็ด เมล็ดมีขนยาวนุ่ม

ลักษณะเด่น ใบเหมือนใบโพธิ์ทั่วๆไป สีเขียวเข้ม ดอกสีเหลืองอ่อน รูปทรงของดอกคล้าย ดอกปอทะเล

นิเวศวิทยา พบตามที่ดอน หรือขึ้ นกระจาย ตามป่าชายทะเลทั่วไป หรือ ดินทรายที่มีน้ำทะเลขึ้นถึงเป็นบางครั้งบางคราว เป็นพันธุ์ไม้ขึ้นอยู่ระหว่าง รอยต่อป่าชายเลนกับป่าบก ริมแม่น้ำที่ดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือ ดินค่อนข้างแข็ง ออกดอกประมาณเดือนกันยายน - ตุลาคม ผลแก่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน

ประโยชน์ เปลือกต้มกับน้ำแล้วนำไปล้างทำความสะอาดแผลเรื้อรัง ดื่มขับน้ำเหลือง แก้บิด ยางจากผลทากันหูด รากอ่อนใช้รับประทานเป็นยาบำรุง ผล และใบตำให้ละเอียดพอกแก้หิด

หมายเหตุ โพทะเล ใบคล้ายใบโพธิ์บกผิวเกลี้ยงเป็นมัน ปลายใบมีติ่งแหลมยาว ออกดอกเดี่ยวหรือ คู่ วงกลีบเลี้ยงรูปถ้วยปลายเรียบ ผลแก่ไม่แตก ซึ่งต่างจากปอทะเล ฐานใบกว้างคล้ายรูปหัวใจ ผิวใบมีขนทั้งด้านบนและล่าง ดอกช่อกระจุก หรือ ช่อแยกแขนง วงกลีบเลี้ยงรูประฆังมีขน ผลแก่แตกออก

ปอทะเล


ปอทะเล
ชื่อพฤกษศาสตร์: Hibiscus tiliaceus L.
ชื่อพื้นเมือง: ปอทะเล
ชื่อท้องถิ่น: ปอทะเล
วงศ์ MALVACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3 - 7 เมตร ราก ระบบรากแก้ว ไม่พบทั้งรากหายใจและ รากค้ำจุน ลำต้น มักคดงอ แตกกิ่งมาก เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือก เรียบ หรือ แตกเป็นร่องตื้นๆ สีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน เปลือกชั้นในสีชมพูประขาว เหนียว สามารถลอกออกจากลำต้นได้ง่าย ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปหัวใจฐานกว้าง ขนาด 7 - 15 X 8 - 15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบเว้าลึก ขอบใบหยักมนถี่ เส้นใบออกจากโคนใบ 7 - 9 เส้น และที่เส้นกลางใบอีก 4 - 6 คู่ มีหูใบขนาดใหญ่ ยาว 3 เซนติเมตร ที่โคนก้านใบ ร่วงง่าย ก้านใบยาว 3.5 - 10 เซนติเมตร มีขนยาวนุ่ม ผิวใบด้านบนมีขนบางๆถึงเกลี้ยง ด้านท้องใบมีขนละเอียดสีขาว ดอก สมบูรณ์เพศ ออกที่ปลายกิ่ง เป็นช่อกระจุกหรือช่อแยกแขนง ก้านดอกยาว ประมาณ 1 เซนติเมตร ริ้วประดับรูปถ้วย ยาว 0.8 - 1 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นแฉกลึก 8 - 11 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปสามเหลี่ยม วงกลีบเลี้ยงรูประฆังยาว 2 เซนติเมตร มี 5 กลีบ มีขนละเอียดหนาแน่น แต่ละกลีบรูปใบหอก ยาวกว่าหลอดกลีบเลี้ยง กลีบดอก 5 กลีบ วงกลีบดอกใหญ่รูปไข่กว้าง เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 - 10 เซนติเมตร โคนกลีบดอกด้านในยาวกว่าหลอดเกสรเพศผู้ สีแดงเข้ม เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านเกสรมีสีเหลืองและเชื่อมรวมกัน เป็นหลอดหุ้ม ล้อมก้านเกสรเพศเมีย โคนของหลอดเชื่อมติดกับโคนของกลีบดอก อับเกสรสีเหลืองรูปไต ละอองเกสรขนาดใหญ่ กลม รี และมีผิวเป็นหนาม อับเกสรมี 1 ห้อง เกสรเพศเมียรังไข่เหนือวงกลีบ ภายในห้อง 5 ห้อง เชื่อมติดกัน ก้านเกสรยาวทอด ขึ้นไปกลางหลอดเกสรเพศผู้ ยอดเกสรแยกเป็นแฉกเท่าจำนวนห้องรังไข่ มีเม็ดไข่มาก กลีบดอก สีเหลืองก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผล รูปไข่ เกือบกลม กว้าง 1.5 เซนติเมตร มีขนละเอียดหนาแน่น มีจะงอยสั้น ผลอยู่ภายในวงกลีบเลี้ยงรูปถ้วยที่ติดคงทน ผลแก่แตกตามยาว 5 พูเมล็ดเล็กมีจำนวนมาก
ลักษณะเด่น ใบใหญ่ค่อนข้างกลม ปลายแหลมแต่สั้น ดอกสีเหลืองแสด ดอกใกล้จะโรยเปลี่ยนเป็นสีแดง
นิเวศวิทยา ขึ้นตามชายทะเล แม่น้ำลำคลอง ภายใต้อิทธิพลของน้ำกร่อย หรือ ป่าชายเลน ค่อนข้างสูง ออกดอก - ผลเกือบตลอดปี
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ เปลือกใช้ทำเชือก และหมันยาเรือ

หวายลิง


หวายลิง
ชื่อพฤกษศาสตร์: Flagellaria indica L.
ชื่อพื้นเมือง: หวายลิง
ชื่อท้องถิ่น: หวายลิง
วงศ์ FLAGELLARIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย เป็นไม้เลื้อย แตกกิ่งยาว 3 - 5 เมตร หรือ บางต้นยาวได้ถึง 10 เมตร ราก ระบบรากฝอย ลำต้น แข็งคล้ายหวาย เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.3 - 0.8 เซนติเมตร ลำต้นสีเขียว แต่เมื่อลำต้นแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบ เรียวยาว รูปขอบขนานแกมรูปไข่ถึงรูปใบหอก ขนาด 0.5 - 2 X 7.5 - 20 เซนติเมตร ฐานใบกว้าง มีกาบใบหุ้มรอบลำต้น เรียงเวียนซ้อนทับกันเป็นระยะคล้ายกาบหวาย ไม่มีหนาม ปลายใบเรียวยาว ม้วนงอ และแข็ง ทำหน้าที่เกาะไม้อื่น เพื่อพยุงลำต้นให้เลื้อยทอดสูงขึ้น ดอก สมบูรณ์เพศ เป็นช่อแยกแขนง สั้นๆที่ปลายกิ่ง ขนาดเล็ก แต่ละช่อประกอบด้วยดอกจำนวนมาก สีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม ผล กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร ปลายผลมีติ่งแหลม ผิวเรียบเป็นมัน ผลอ่อนสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อแก่จัดจะเป็นสีชมพูอมแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร ผลมี 1 เมล็ด

ลักษณะเด่น ลำหวายมีข้อปล้องสั้น ผลมีลักษณะกลมก้นแหลม พบมากบนจอมแม่หอบ

นิเวศวิทยา. หวายลิงพบมากในพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นดินเลนแข็ง พื้นที่ค่อนข้างสูง มีระดับน้ำท่วมถึงเป็นครั้งคราว ออกดอก – ผล ตลอดปี

ประโยชน์ ลำต้นเหนียวใช้ทำเชือก และทำเครื่องจักรสาน

ถอบแถบน้ำ


ถอบแถบน้ำ
ชื่อพฤกษศาสตร์: Derris trifoliata Lour.
ชื่อพื้นเมือง: ถอบแถบน้ำ
ชื่อท้องถิ่น: ถอบแถบทะเล
วงศ์ FABACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย. ไม้เลื้อย ไม้เถา ยาว 5 - 10 เมตร ราก ระบบรากแก้ว มีรากฝอยช่วยหยั่งยึดดินโคลน ลำต้น ขนาดเล็ก สีน้ำตาล มักเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน กิ่งเรียวยาว ใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ก้านใบยาว 10 - 15 เซนติเมตร มีใบย่อย 1 - 2 คู่ และที่ปลาย อีก 1 ใบ ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบย่อยรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือ รูปหอก ขนาด 1.5 - 4 X 3 - 7 เซนติเมตร โคนมนโค้ง เส้นใบ 8 - 10 คู่ ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยงสีเขียวเข้มทั้งสองด้าน ดอก สมบูรณ์เพศ ดอกสมมาตรด้านข้าง ช่อเดี่ยวออกตามง่ามใบ ช่อดอก ยาว 5 - 12 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร สีขาว ผล เป็นฝัก เบี้ยว แบน เล็กรูปขอบขนาน คล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขอบฝักเป็นสันบางแคบ สันฝักด้านบนกว้างกว่าด้านล่าง ขนาด 2 X 2.5 เซนติเมตร มี 1 เมล็ด เมล็ดรูปไตยาว 1 - 1.2 เซนติเมตร

ลักษณะเด่น ต้นเป็นเถา มีลักษณะเหนียวใช้แทนเชือกได้

นิเวศวิทยา พบทั่วไปตามป่าชายเลนที่ถูกทำลาย หรือ ขึ้นตามฝั่งแม่น้ำ และพื้นที่เป็นดินเลนแข็งใกล้ทะเล ออกดอกระหว่างเดือนพฤกษาคม - ธันวาคม

ประโยชน์ ต้น ราก และ ใบนำมารับประทานเป็นยาระบาย แก้พิษตานซาง ถ่ายเสมหะ

ถั่วคล้า


ถั่วคล้า
ชื่อพฤกษศาสตร์: Canavalia rosea (Sw.) DC.
ชื่อพื้นเมือง: ถั่วคล้า
ชื่อท้องถิ่น: ถั่วแปป
วงศ์ FABACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นิสัย ไม้ล้มลุกทอดเลื้อยไปตามไม้พุ่ม หรือ พื้นดิน ยาว 5 - 10 เมตร ราก ระบบรากแก้ว มีรากฝอยแตกรอบๆลำต้นยึดดิน ต้น ขนาดเล็ก สีเขียว ใบ เรียงสลับใบประกอบแบบใบย่อยสามใบ ใบย่อยรูปไข่ค่อนข้างกว้าง ปลายใบเป็นติ่งแหลม ผิวเกลี้ยง ดอก สมบูรณ์เพศ ดอกสมมาตรด้านข้าง ออกเป็นช่อ ติดที่ซอกใบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ กลีบบนสุดเรียงอยู่รอบนอกกลีบดอกคู่ล่างเชื่อมประสานกันด้านล่าง เกสรเพศผู้ 8 – 10 อัน เกสรเพศเมียรังไข่เหนือวงกลีบ 1 อัน ดอกสีชมพูอมม่วง ผล ชนิดฝักแบบถั่ว ตรง หรือ โค้งแบน ขนาด 2 - 3 X 5 - 8 เซนติเมตร ฝักมีเมล็ด 3 - 6 เมล็ด รูปไข่

ลักษณะเด่น ดอกเป็นช่อ ออกซอกใบ กลีบดอกชมพูอมม่วง ผลเป็นฝักแบนหนา

นิเวศวิทยา พบทั่วไปตามป่าชายเลนที่ถูกทำลาย หรือ พื้นที่เป็นดินเลนแข็งใกล้ทะเล

ประโยชน์ ดอกใส่แกงส้ม นำมาลวก ดอง หรือ ทอดกับไข่ รับประทานกับน้ำพริก ฝักใส่แกงส้ม หรือรับประทานสด หรือ ต้ม จิ้มน้ำพริก